เปิดบทวิเคราะห์! ‘ดอกเบี้ยขาลง’ โอกาสลงทุนหุ้นสหรัฐฯ
Capital Group วิเคราะห์! เฟด ลดดอกเบี้ยหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ แนะ นักลงทุน เน้นลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน การเงิน สุขภาพ ขณะที่ เทคโนโลยี AI ที่ยังมีโอกาสโต Valuation น่าสนใจ
นายพงษ์ธร ถาวรธนากุล CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lief Capital Asset Management กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้กลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกครั้งผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงระลอกใหม่หลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงมาเกือบหนึ่งปี
ปรากฏการณ์นี้สร้างทั้งความหวังและความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก คำถามสำคัญคือ เฟดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดูแข็งแกร่ง และในภาวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกมองว่าแพงเกินพื้นฐาน นักลงทุนควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร
ทำไมเฟดต้องลดดอกเบี้ย?
“ผ่อน ... ก่อนที่เครื่องจะร้อนเกินไป”
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ล่าสุดยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 2 อยู่ระดับ 3.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา เหตุใดเฟดจึงมีความจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย
การที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยมาเกือบ 3 ปี ทั้งที่เคยมีการคาดการณ์ไว้อย่างกว้างขวางหลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 และภาวะเงินเฟ้อรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของภาวะร้อนแรงเกินไป (Overheating) การปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงต่อเนื่องโดยไม่มีการชะลอตัว อาจเปรียบเสมือนการสะสมความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดฟองสบู่และจบลงด้วยการแตกสลายที่รุนแรงในอนาคต
ดังนั้น การตัดสินใจลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ จากระดับปกติสู่ระดับต่ำ แต่เป็นการปรับลดความตึงตัวของมาตรการทางการเงินจากระดับที่สูงลงมาสู่ระดับที่ใกล้เคียงเกือบเป็นกลางมากขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการป้องกันเศรษฐกิจชะลอรุนแรงในบางส่วน หากแบกรับต้นทุนการเงินที่สูงต่อไป อีกทั้งจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวต่อไปได้อย่างยั่งยืนและ สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นอีกครั้ง
ในแง่ของกระแสเงินลงทุน การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการลดจากฐานที่สูงมากอยู่แล้ว ทำให้ผลตอบแทนยังคงน่าดึงดูดใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ
หุ้นสหรัฐฯ แพงจริงหรือ
แม้ว่าแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาลงจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาดหุ้น แต่สิ่งที่นักลงทุนไม่อาจมองข้ามได้ คือ มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าอยู่ในระดับที่แพง โดยหากพิจารณาจากค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ของตลาดโดยรวม พบว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
หากนักลงทุนตัดสินใจเข้าลงทุนในภาพรวมของตลาด (เช่น การซื้อกองทุนดัชนี S&P 500) ในช่วงนี้ แล้วถือครองเป็นระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะขาดทุน หรืออาจทำกำไรได้เพียง 1 - 2% ต่อปี เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในระดับราคาที่ตึงตัวอย่างมาก และมี Upside ที่จำกัดเมื่อมองในภาพรวม และประเด็นที่น่ากังวลดังนี้
• ระดับความแพงเทียบเท่าวิกฤติ
มูลค่าของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน อยู่ในระดับที่เทียบเท่ากับช่วงวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดได้รับแรงหนุนมหาศาลจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง
• ความแพงที่ซ่อนอยู่ในหุ้นส่วนใหญ่
นักลงทุนอาจมองว่าความแพงของตลาดถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว หรือที่รู้จักกันในชื่อ 7 นางฟ้า (Magnificent Seven) แต่ข้อมูลกลับชี้ว่า แม้จะแยกหุ้น 7 ตัวนี้ออกไป หุ้นที่เหลืออีกกว่า 493 ตัวในดัชนีซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (Small & Mid Cap) กลับมี Valuation ที่แพงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ผลประกอบการของกลุ่มขนาดใหญ่ทำได้ดีกว่า หุ้นกลุ่ม 493 มาก
ข้อมูลนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า การลงทุนแบบเหวี่ยงแหในตลาดสหรัฐอเมริกาอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนจะต้องคัดเลือกหุ้นหรือกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างพิถีพิถัน เพื่อมองหาโอกาสที่ยังซ่อนตัวอยู่
แม้ภาพรวมตลาดจะดูน่ากังวล แต่ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ นั่นคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ One Big Beautiful Bill (OBBB) และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ราคายังคงสมเหตุสมผล
กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ One Big Beautiful Bill
ปัจจัยสำคัญที่อาจเข้ามาสนับสนุนตลาดในระยะต่อไป คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ OBB ซึ่งมี 6 มาตรการหลักที่น่าจับตามอง เริ่มจากการลดภาษีศุลกากร และความพยายามลดการขาดดุลการค้า, การต่ออายุและลดภาษีนิติบุคคล เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัท, การลดการอพยพของแรงงานต่างด้าว, การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ, การสนับสนุนภาคพลังงาน (น้ำมันและก๊าซ) และการสนับสนุนด้านสาธารณสุข โดยมาตรการเหล่านี้จะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจที่เฉพาะเจาะจง ดังนี้
• หุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง
ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดภาษีนิติบุคคลและการลดกฎระเบียบ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักดำเนินธุรกิจในประเทศเป็นหลักและมีความอ่อนไหวต่อนโยบายภายในสูง
• หุ้นกลุ่มพลังงาน
โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากนโยบายที่เน้นความมั่นคงทางพลังงานและการลดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม
• กลุ่มบริการทางการเงิน
การลดกฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวดจะช่วยลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวมากขึ้น
• หุ้นไบโอเทคขนาดกลางและเล็กหรือหุ้นเทคโนโลยีที่มี AI
การลดกฎระเบียบจะช่วยเร่งกระบวนการอนุมัติยาและเทคโนโลยีใหม่ ๆ และอาจนำไปสู่การควบรวมกิจการ (M&A) ที่คึกคักขึ้น
• หุ้นคุณค่า
หากไม่พร้อมรับความเสี่ยงอาจะเลือกหุ้นของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กระแสเงินสดชัดเจน และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังคงได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย
กลุ่มที่ราคาและ Valuation ยังน่าสนใจ (แม้ตลาดรวมจะแพง)
นอกเหนือจากกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจจากมุมมองของราคาและ Valuation ที่ยังไม่แพงจนเกินไปนัก สวนทางกับภาพรวมของตลาด ได้แก่
• กลุ่มการดูแลสุขภาพ (Healthcare)
เป็นกลุ่มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาหุ้นถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายด้านราคายาและการประกันสุขภาพ แต่ปัจจุบันเมื่อนโยบายต่าง ๆ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับความต้องการบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรสูงวัย ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มี Valuation ที่น่าดึงดูดเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต
• กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary)
อาจดูเป็นตัวเลือกที่น่าประหลาดใจท่ามกลางความกังวลว่าผู้บริโภคอาจชะลอการใช้จ่าย แต่ข้อเท็จจริงคือ ราคาหุ้นของแบรนด์หรูระดับโลกหลายแบรนด์ เช่น LVMH ยังคงปรับตัวขึ้นไม่มากนักตั้งแต่ต้นปี ทำให้เป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในบริษัทที่มีตราสินค้าที่แข็งแกร่งและมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง ในระดับราคาที่ยังสมเหตุสมผล
• กลุ่มบริการทางการเงิน
แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาแล้วประมาณ 9% ตั้งแต่ต้นปี แต่เมื่อเทียบกับศักยภาพในการทำกำไรในภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงและโอกาสจากการลดกฎระเบียบ ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจต้องพิจารณาเลือกหุ้นรายตัวอย่างรอบคอบมากขึ้น
จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลง ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรหลงไปกับภาพรวมของตลาดกระทิงที่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา เนื่องจาก Valuation โดยรวมของตลาดอยู่ในระดับที่แพงมากและมีความเสี่ยงสูง
โดยกลยุทธ์ที่น่าสนใจในสถานการณ์เช่นนี้ คือ การลงทุนแบบคัดเลือกเป็นรายกลุ่ม รายบริษัท โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีเรื่องราวการเติบโตเฉพาะตัวและมี Valuation ที่น่าดึงดูด และตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันไม่ใช่สนามสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาซื้อตามดัชนีแล้วคาดหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอีกต่อไป (อย่างน้อยก็ในระดับราคาปัจจุบัน) แต่เป็นตลาดของนักเลือกหุ้นที่ต้องทำการบ้านอย่างหนัก วิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึก และมองหาเพชรที่ซ่อนอยู่ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในภาวะที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความซับซ้อนนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB